โรงงานอาหารและเครื่องดื่มจะรับออเดอร์เพิ่มได้อย่างมั่นใจ เมื่อรู้ทั้งสูตรที่ควรใช้ ต้นทุนของงาน และความพร้อมของแผนผลิต แพ็กเกจ Infor CSI โดย KMX10 จึงนำ Dynamic Formula และ Cost Engine มาทำงานร่วมกับ ERP เพื่อเชื่อมคำถามเหล่านี้เข้าด้วยกันครับ
ลองนึกถึงเช้าวันหนึ่งในโรงงาน ฝ่ายขายมีออเดอร์ใหม่ที่อยากรับ ฝ่ายผลิตกำลังเช็กว่าเครื่องบรรจุมีคิวว่างหรือไม่ ฝ่ายจัดซื้อรอคำตอบว่าต้องใช้นมสดและวัตถุดิบปรับคุณภาพเท่าไร ขณะที่ฝ่ายบัญชีเพิ่งพบว่าต้นทุนรอบก่อนสูงกว่าที่คาดไว้
ภาพสมมตินี้ชวนให้ถามว่า ก่อนรับงาน เรารู้หรือยังว่าจะใช้วัตถุดิบอะไร ใช้เมื่อไร ผลิตเสร็จวันไหน มีต้นทุนเท่าไร และต้องเตรียมเงินช่วงใด? สำหรับโรงงานอาหาร เครื่องดื่ม และแปรรูปผลผลิตเกษตร คำตอบเหล่านี้เกี่ยวข้องกันตั้งแต่ต้นครับ
วัตถุดิบเปลี่ยน สูตรต้องรับรู้
สูตรเปลี่ยน ต้นทุนต้องตามทัน
รับออเดอร์เพิ่ม แผนผลิตและเงินทุนต้องรองรับ
Infor CSI + Dynamic Formula + Cost Engine โดย KMX10
Dynamic Formula ของ KMX10 ใช้ค่าคุณภาพวัตถุดิบหลัก เป้าหมายผลิตภัณฑ์ และกฎของโรงงาน เพื่อคำนวณปริมาณวัตถุดิบที่สัมพันธ์กัน
Cost Engine ของ KMX10 คำนวณต้นทุนจากสูตรและเกณฑ์ราคาที่กำหนด ทำให้มองเห็นผลด้านต้นทุนเมื่อปริมาณการใช้เปลี่ยน
Infor CSI รองรับงานผลิต ต้นทุนและบัญชี การวางแผนด้วย APS และ Scheduling ตลอดจนข้อมูลจัดซื้อ ขาย ลูกหนี้ และเจ้าหนี้สำหรับวิเคราะห์เงินเข้าออก
บทบาทของ KMX10 คือออกแบบให้สูตร หน่วยนับ เกณฑ์ต้นทุน ผัง GL และแผนผลิตสอดคล้องกับการทำงานของโรงงาน โดย Dynamic Formula และ Cost Engine เป็นส่วนพัฒนาเพิ่มเติมของ KMX10 ที่นำมาใช้ร่วมกับ Infor CSI ตามขอบเขตของโครงการ
1. ขายดี แต่ยังไม่รู้ว่าสินค้าตัวไหนทำกำไร
ยอดขายเพิ่มเป็นข่าวดีครับ แต่สินค้าบางตัวอาจใช้เวลาผลิตมาก เปลี่ยนงานบ่อย หรือใช้ทรัพยากรสูงกว่าที่คิด หากมองเพียงราคาวัตถุดิบ เราอาจยังเห็นต้นทุนของสินค้านั้นไม่ครบ
Infor CSI รองรับรายละเอียดต้นทุนงานผลิตและบัญชีที่เกี่ยวข้อง ส่วน KMX10 วางเกณฑ์ต้นทุนให้ทีมงานมองเห็นวัตถุดิบ ค่าแรง และโสหุ้ยอย่างมีที่มา การวิเคราะห์กำไรจึงต้องพิจารณาทั้งต้นทุนที่บันทึกและส่วนต่างจากการผลิต เพื่อประกอบการตัดสินใจเรื่องราคาและงานที่ควรรับ
2. วัตถุดิบแพงขึ้น หรือโรงงานใช้เกินสูตรกันแน่?
วัตถุดิบการเกษตรและส่วนผสมอาหารมีราคาที่เปลี่ยนได้ ขณะเดียวกันโรงงานก็อาจใช้วัตถุดิบมากกว่าที่วางไว้ เมื่อสองเหตุนี้รวมเป็นยอดเดียว การประชุมมักจบด้วยคำว่า “ต้นทุนเพิ่ม” โดยยังไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ที่จัดซื้อหรือกระบวนการผลิต
การแยก Purchase Cost Variance และ Material Usage Variance ในแนวทาง Standard Costing ของ CSI ช่วยให้เห็นส่วนต่างด้านราคาซื้อกับส่วนต่างด้านปริมาณใช้ เมื่อวางบัญชี GL แยกประเภทไว้ เราจึงเลือกตรวจสอบได้ตรงประเด็นมากขึ้น [1]
3. สูตรเดิม แต่คุณภาพวัตถุดิบและผลผลิตแต่ละ Batch ต่างกัน
นมสดชื่อเดียวกันอาจมีค่าไขมันต่างกัน วัตถุดิบจากพืชอาจมีความชื้นหรือความเข้มข้นต่างกัน ปริมาณส่วนผสมที่เหมาะกับล็อตก่อนจึงอาจต้องปรับเมื่อเปลี่ยนล็อต ทั้งเพื่อให้ได้คุณภาพเป้าหมายและขนาดรอบผลิตที่ต้องการ
Dynamic Formula ของ KMX10 รับค่าคุณภาพวัตถุดิบหลักมาคำนวณปริมาณส่วนประกอบอื่นตามกฎสูตรที่กำหนด จากนั้น Cost Engine คำนวณต้นทุนจากปริมาณที่ได้ โรงงานจึงเห็นว่าทำไมรอบนี้ใช้ของต่างจากรอบก่อน และการปรับสูตรมีผลต่อต้นทุนอย่างไร
เมื่อผลิตจริง ยังต้องเก็บข้อมูลปริมาณเบิก ผลผลิต และของเสีย เพื่อเปรียบเทียบผลจริงกับแผน อ่านตัวอย่างการปรับสูตรและต้นทุนได้ในบท Dynamic Formula + Cost Engine: เมื่อวัตถุดิบเปลี่ยน สูตรและต้นทุนต้องเปลี่ยนตาม ครับ
4. ค่าแรงสูงขึ้น เพราะอัตราค่าแรงหรือเวลาที่ใช้?
บางงานใช้เวลามากกว่าที่วางไว้ บางงานใช้อัตราค่าแรงสูงกว่าฐานมาตรฐาน สองเรื่องนี้สร้างต้นทุนเพิ่มได้เหมือนกัน แต่แนวทางตรวจสอบต่างกันครับ
CSI แยก Labor Rate Variance และ Labor Usage Variance ได้ในแนวทาง Standard Costing ข้อมูลอัตราค่าแรงและชั่วโมงที่บันทึกจึงช่วยให้ทีมงานตั้งคำถามได้ชัดขึ้นว่า ต้องทบทวนฐานค่าแรง เวลามาตรฐาน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้งานใช้เวลามากขึ้น [1]
5. ต้นทุนแรงงานกับเครื่องจักรปะปน จนไม่เห็นภาระของงาน
งานผสม งานให้ความร้อน และงานบรรจุใช้ทรัพยากรต่างกัน หากทุกงานรับโสหุ้ยด้วยฐานเดียวกัน เราอาจมองไม่เห็นว่างานใดใช้เวลาเครื่องจักรมาก หรืองานใดใช้แรงงานเป็นหลัก
CSI รองรับฐานคิดโสหุ้ยที่สัมพันธ์กับแรงงานและเครื่องจักร รวมถึง Fixed และ Variable Overhead การวางอัตราและบัญชี Applied/Variance ให้เหมาะกับโรงงานทำให้วิเคราะห์ต้นทุนที่เกิดจากเวลาแรงงานและเวลาเครื่องได้ละเอียดขึ้น [2]
สำหรับต้นทุนเครื่องจักรในบทนี้ เราหมายถึงต้นทุนที่คิดผ่าน Machine Overhead ตามฐานเวลาและอัตราที่กำหนด ต้องนำมาอ่านคู่กับค่าใช้จ่ายจริงและเกณฑ์ปันส่วนของโรงงานครับ
6. เห็น Variance ในบัญชี แต่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มแก้ตรงไหน
ฝ่ายบัญชีอยากรู้ว่าตัวเลขมาจากอะไร ฝ่ายผลิตอยากรู้ว่างานไหนต้องปรับปรุง หากส่วนต่างหลายประเภทไปรวมบัญชีเดียวกัน การหาสาเหตุจะเสียเวลา
KMX10 วางผัง GL ให้แยกส่วนต่างตามประเภทที่โรงงานต้องใช้วิเคราะห์ โดย CSI มีบัญชี Variance สำหรับหลายด้านในแนวทาง Standard Costing ดังตัวอย่างนี้ครับ [3]
| ส่วนต่างที่แยกวิเคราะห์ | คำถามที่ช่วยให้ตรวจสอบต่อได้ |
|---|---|
| Purchase Cost | ราคาซื้อต่างจากฐานมาตรฐานเท่าไร? |
| Material Usage | ปริมาณใช้ต่างจากฐานมาตรฐานที่เลือกไว้เท่าไร? |
| Labor Rate | อัตราค่าแรงต่างจากมาตรฐานเท่าไร? |
| Labor Usage | ชั่วโมงแรงงานต่างจากฐานมาตรฐานเท่าไร? |
| Labor Overhead Usage | ส่วนต่างโสหุ้ยที่คิดจากแรงงานเป็นเท่าไร? |
| Machine Overhead Usage | ส่วนต่างโสหุ้ยที่คิดจากเครื่องจักรเป็นเท่าไร? |
| Material Overhead Usage | หากใช้ฐานปันส่วนจากวัตถุดิบ มีส่วนต่างเท่าไร? |
| Routing | มาตรฐานของ Job กับ Std Cost ตอนรับสินค้าสำเร็จรูปสอดคล้องกันหรือไม่? |
การอ่าน Routing Variance ต้องตรวจมาตรฐานของงาน ต้นทุนมาตรฐานสินค้า และ WIP ที่เหลือประกอบกัน ส่วนการหาสาเหตุจริงต้องตามไปถึงรายการของงานผลิตที่เกี่ยวข้องด้วย การแยก GL จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้บัญชีกับฝ่ายผลิตคุยเรื่องเดียวกันได้ครับ
7. รับ Customer Order แล้ว ยังไม่รู้ว่าต้องใช้ของอะไร เมื่อไร
รับออเดอร์มาแล้ว แต่ยังต้องเปิดหลายไฟล์เพื่อหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และวันที่ต้องใช้ ซื้อเร็วเกินจำเป็นทำให้เงินจมและเพิ่มความเสี่ยงเรื่องอายุสินค้า ซื้อช้าเกินไปก็ทำให้แผนผลิตสะดุด
APS ของ Infor CSI เชื่อมความต้องการของออเดอร์กับ BOM สต็อก กำหนดรับของ และงานผลิต เพื่อสร้างแผนความต้องการล่วงหน้า ทีมงานจึงตรวจได้ว่าต้องเตรียมอะไร จำนวนเท่าไร และช่วงใด [4]
เมื่อสูตรคำนวณตามคุณภาพวัตถุดิบ ข้อมูลสูตรที่ใช้วางแผนก็ต้องสอดคล้องกับสูตรของรอบผลิต KMX10 จึงให้ความสำคัญกับจังหวะที่สูตรได้รับการยืนยันและส่งข้อมูลเข้าสู่แผน เพื่อให้ฝ่ายผลิตและจัดซื้อใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน
8. รับปากวันส่งสินค้า ก่อนเช็กคิวผลิตจริง
วัตถุดิบครบยังไม่ได้แปลว่าผลิตทันครับ เครื่องจักรอาจติดงานอื่น คนอาจไม่อยู่ในกะที่ต้องใช้ หรือกระบวนการก่อนหน้าจะยังไม่เสร็จในวันที่ต้องเริ่มงาน
APS แบบจำกัดกำลังผลิตพิจารณาความพร้อมของทรัพยากรตามตารางทำงาน ส่วน CTP — Capable to Promise ช่วยประเมินวันที่ออเดอร์สามารถเสร็จได้ ขณะที่ Scheduling ใช้จัดรายละเอียดลำดับงานตามข้อมูลและกฎที่ตั้งไว้ การยืนยันวันส่งจึงมีแผนรองรับให้ตรวจสอบได้ [4]
9. วันนี้งานล้น แต่สัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้าจะว่างหรือไม่?
บางช่วงทุกคนเร่งงานและเพิ่ม OT แต่บางช่วงกลับมีเครื่องว่าง คำถามของผู้บริหารจึงเป็นว่า เราควรรับงานเพิ่มช่วงไหน คอขวดอยู่ตรงไหน และการแทรกงานด่วนจะกระทบลูกค้ารายใด?
การมองการใช้ทรัพยากรล่วงหน้า และทดลองแผน What-if เช่น เพิ่มเวลาทำงาน แทรกออเดอร์สำคัญ หรือจ้างผลิตบางส่วน ช่วยให้ทีมงานเห็นผลต่อแผนและกำหนดส่งก่อนตัดสินใจ นี่เป็นจุดที่ Costing กับ Scheduling ต้องคุยกัน เพราะทางเลือกที่ทำให้งานทันอาจมีต้นทุนเพิ่มด้วย [5]
10. มีกำไรในรายงาน แต่เงินไม่พอซื้อวัตถุดิบรอบถัดไป
โรงงานต้องเตรียมเงินซื้อวัตถุดิบและจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนเก็บเงินจากลูกค้าได้ ยิ่งรับงานเพิ่มมาก เงินที่ต้องใช้หมุนระหว่างทางก็อาจมากขึ้น แม้ออเดอร์นั้นจะมีกำไรก็ตาม
Cash Impact Report ของ Infor CSI นำข้อมูลลูกหนี้ เจ้าหนี้ Customer Order และ Purchase Order มาประเมินเงินเข้าออกตามช่วงเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด ทำให้เห็นภาระรับจ่ายที่คาดไว้เพื่อเตรียมเงินทุนล่วงหน้า [6]
การวางแผนเงินทุนให้ครบต้องรวมรายการรับจ่ายอื่นของโรงงานด้วย และอัปเดตกำหนดส่ง กำหนดชำระ และสมมติฐานการเก็บเงินเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน แผนเงินเข้าออกจึงควรเดินไปพร้อมกับแผนขาย จัดซื้อ และผลิตครับ
ออกแบบ ERP โรงงานอาหารและเครื่องดื่มให้ตอบคำถามตั้งแต่ก่อนรับงาน
สำหรับ KMX10 จุดสำคัญของแพ็กเกจนี้คือทำให้โรงงานมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง คุณภาพวัตถุดิบ สูตรการผลิต ต้นทุน และความพร้อมของแผน Dynamic Formula ช่วยคำนวณสูตรตามกฎของโรงงาน Cost Engine ช่วยเห็นต้นทุนของสูตรนั้น ส่วน Infor CSI รองรับงานผลิต บัญชี และการวางแผนที่นำไปใช้ตัดสินใจต่อได้
เมื่อตัวเลขมีที่มา ทีมงานจึงมีฐานข้อมูลสำหรับคุยว่า งานนี้ควรใช้สูตรใด ส่วนต่างต้นทุนเกิดในด้านใด รับออเดอร์เพิ่มได้เมื่อไร และต้องเตรียมเงินช่วงไหน ทั้งก่อนผลิตและหลังผลิตเสร็จ
โรงงานของคุณกำลังเจอปัญหาไหนอยู่?
ถ้ากำลังมองหา ERP โรงงานอาหารและเครื่องดื่ม ที่ต้องใช้ทั้ง Dynamic Formula การวิเคราะห์ต้นทุนแยก GL และการวางแผนผลิตล่วงหน้า มาคุยกับ KM X TEN (KMX10) ได้ครับ เราจะเริ่มจากสูตร กระบวนการผลิต และคำถามด้านต้นทุนที่โรงงานต้องการคำตอบ
ติดต่อ KMX10 เพื่อคุยเรื่อง Infor CSI + Dynamic Formula + Cost Engine
เอกสารอ้างอิงด้านความสามารถของ Infor CSI
- Standard Costing: Transactions Posting to the Inventory Distribution Journals
- Standard Costing Setup
- Posting to General Ledger — Standard Costing
- APS Overview
- Using APS with SyteLine
- Using the Cash Impact Report
เอกสารอ้างอิงอธิบายความสามารถของ Infor CSI ส่วน Dynamic Formula และ Cost Engine ที่กล่าวถึงเป็นส่วนพัฒนาเพิ่มเติมของ KMX10