Thursday, October 8, 2026

Dynamic Formula + Cost Engine: เมื่อวัตถุดิบเปลี่ยน สูตรและต้นทุนต้องเปลี่ยนตาม

สูตรเดิม ปริมาณผลิตเท่าเดิม แต่คุณภาพวัตถุดิบไม่เท่าเดิม เราควรใช้ของเท่าเดิมหรือเปล่า?

คนทำโรงงานน่าจะคุ้นกับเรื่องนี้ครับ วัตถุดิบชื่อเดียวกัน รหัสเดียวกัน แต่พอเปลี่ยนล็อต ค่าที่ตรวจได้กลับไม่เหมือนเดิม บางล็อตมีไขมันสูงกว่า บางล็อตมีโปรตีนน้อยกว่า หรือมีความชื้นและความเข้มข้นต่างจากที่ใช้เป็นฐานในการออกสูตร

ถ้าเรายังใช้ปริมาณวัตถุดิบตามสูตรเดิมทุกครั้ง สูตรนั้นอาจยังถูกต้องในเอกสาร แต่ไม่สอดคล้องกับวัตถุดิบที่กำลังจะนำไปผลิตจริง

BOM แบบคงที่ ตรงไปตรงมา แต่ยังไม่รู้จักวัตถุดิบล็อตนี้

BOM ที่กำหนดสัดส่วนไว้คงที่ทำงานได้ชัดเจนครับ ผลิตเพิ่มก็ใช้วัตถุดิบเพิ่มตามสัดส่วน ผลิตลดก็ใช้ลดลง แต่เมื่อจำนวนผลิตเท่าเดิมและคุณภาพวัตถุดิบเปลี่ยน การคูณปริมาณตามจำนวนผลิตอย่างเดียวก็ยังตอบไม่ได้ว่า วัตถุดิบตัวอื่นควรเพิ่มหรือลดเท่าไร

“วัตถุดิบมีชีวิต แต่สูตรที่คงที่ตลอดกลับไม่มีชีวิตตามไปด้วย”

คำว่า “มีชีวิต” ในที่นี้ คือความเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติวัตถุดิบครับ เมื่อค่าวัตถุดิบหลักเปลี่ยน สูตรต้องรับรู้และคำนวณผลที่มีต่อส่วนประกอบอื่นด้วย นี่คือจุดที่การใช้ BOM แบบคงที่เพียงอย่างเดียวอาจเอาไม่อยู่

Dynamic Formula ของ KMX10: ให้คุณภาพวัตถุดิบหลักเป็นตัวกำหนดสูตร

KMX10 พัฒนา Dynamic Formula เพื่อใช้ค่าคุณภาพวัตถุดิบหลักเป็นข้อมูลในการคำนวณปริมาณวัตถุดิบอื่น ตามเป้าหมายผลิตภัณฑ์และกฎสูตรที่โรงงานกำหนด

ตัวอย่างเช่น งานผสมนมต้องพิจารณาค่าไขมัน โปรตีน และของแข็งตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ นมสดที่เข้ามาแต่ละล็อตอาจมีค่าเหล่านี้ต่างกัน ปริมาณวัตถุดิบที่เติมเพื่อปรับองค์ประกอบจึงอาจต้องเปลี่ยนไปด้วย รวมถึงปริมาณน้ำที่ใช้ให้ได้ขนาดรอบผลิตที่ต้องการ

รายการที่กำหนดให้ใช้ตามสัดส่วนคงที่ยังคำนวณตามกฎเดิมได้ ส่วนรายการที่สัมพันธ์กับคุณภาพวัตถุดิบจะคำนวณตามค่าจริงและเงื่อนไขที่กำหนด สูตรจึงมีเหตุผลรองรับว่าทำไมรอบนี้ต้องใช้วัตถุดิบแต่ละตัวในปริมาณนั้น

คุณภาพวัตถุดิบหลัก + เป้าหมายผลิตภัณฑ์ + กฎของโรงงาน
↓
Dynamic Formula คำนวณปริมาณวัตถุดิบของรอบผลิต
↓
Cost Engine คำนวณต้นทุนตามปริมาณที่ได้

สูตรเปลี่ยนแล้ว ต้นทุนต้องตามให้ทันด้วย

การได้สูตรที่เหมาะกับวัตถุดิบเป็นเพียงส่วนหนึ่งครับ โรงงานยังต้องรู้ว่า สูตรของรอบนี้มีต้นทุนเท่าไร เพราะวัตถุดิบที่ใช้ปรับคุณภาพแต่ละตัวมีราคา เมื่อปริมาณการใช้เปลี่ยน ต้นทุนวัตถุดิบของรอบผลิตก็เปลี่ยนตาม

นี่คือเหตุผลที่ KMX10 เชื่อม Dynamic Formula กับ Cost Engine เพื่อให้ผลการคำนวณสูตรเป็นฐานของการคำนวณต้นทุน โดยใช้ปริมาณและราคาที่อ้างอิงหน่วยเดียวกัน พร้อมระบุเกณฑ์ราคาที่โรงงานเลือกใช้

ต้นทุนวัตถุดิบตามสูตร = ผลรวมของ
ปริมาณวัตถุดิบแต่ละตัว × ราคาต่อหน่วยที่ใช้คำนวณ

สำหรับการมองต้นทุนการผลิตรวม ต้องนำค่าแรงและค่าใช้จ่ายการผลิตตามเกณฑ์ของโรงงานมารวมด้วย และเมื่อผลิตเสร็จ สามารถใช้ผลตามสูตรเป็นฐานเปรียบเทียบกับปริมาณใช้จริงและต้นทุนจริง เพื่อดูความต่างของรอบผลิตนั้น

ตัวอย่าง: ผลิตเท่ากัน คุณภาพเป้าหมายเท่ากัน แต่ต้นทุนต่างกัน

ลองดูตัวอย่างสมมติแบบง่ายครับ ต้องการผลิต 1,000 กก. โดยให้มีไขมันรวม 30 กก. ใช้นมสด 800 กก. เท่ากันทั้งสองรอบ และใช้วัตถุดิบปรับไขมันที่มีไขมัน 80% ก่อนเติมน้ำให้ครบปริมาณผลิต

รายการใช้นมสดล็อต Aใช้นมสดล็อต B
ค่าไขมันในนมสด3.5%3.0%
ปริมาณนมสด800 กก.800 กก.
ไขมันที่ได้จากนมสด28 กก.24 กก.
วัตถุดิบปรับไขมัน 80%2.5 กก.7.5 กก.
น้ำที่เติม197.5 กก.192.5 กก.
น้ำหนักรวมตามสูตร1,000 กก.1,000 กก.
ต้นทุนวัตถุดิบตามสูตร20,548.75 บาท21,446.25 บาท
ต้นทุนวัตถุดิบต่อ กก.20.55 บาท21.45 บาท

ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายเฉพาะการปรับไขมันและต้นทุนวัตถุดิบ ไม่ใช่สูตรผลิตจริง กำหนดราคานมสด 25 บาท/กก. วัตถุดิบปรับไขมัน 180 บาท/กก. และน้ำ 0.50 บาท/กก. ต้นทุนต่อ กก. ปัดเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง ยังไม่รวมค่าแรง ค่าใช้จ่ายการผลิต และการสูญเสีย การผลิตจริงต้องพิจารณาองค์ประกอบและข้อกำหนดอื่นร่วมด้วย

จะเห็นว่าเมื่อใช้ล็อต B ต้องเติมวัตถุดิบปรับไขมันมากขึ้น และลดน้ำลงเพื่อคงขนาดรอบผลิตไว้ที่ 1,000 กก. ผลคำนวณจึงได้เป้าหมายไขมันเท่ากัน แต่ต้นทุนวัตถุดิบต่างกัน 897.50 บาทต่อรอบผลิต

ถ้าดูเพียง BOM ที่ใช้ปริมาณเดิม เราจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่เมื่อสูตรคำนวณตามคุณภาพจริง และ Cost Engine คำนวณตามสูตรที่ได้ เราจะเห็นทั้งเหตุผลของการใช้วัตถุดิบและต้นทุนของรอบนั้น

ให้สูตรการผลิตตอบโจทย์ทั้งคุณภาพและต้นทุน

Dynamic Formula ของ KMX10 ช่วยเปลี่ยนค่าคุณภาพวัตถุดิบให้เป็นปริมาณที่ใช้ในการผลิต ส่วน Cost Engine ทำให้โรงงานมองเห็นผลด้านต้นทุนจากปริมาณเหล่านั้นควบคู่กัน

เป้าหมายคือให้ทีมงานตอบได้ชัดเจนว่า วัตถุดิบล็อตนี้ควรใช้สูตรอย่างไร ต้องใช้ของแต่ละตัวเท่าไร และสูตรนี้มีต้นทุนเท่าไร ภายใต้กฎและเป้าหมายที่โรงงานกำหนด

KMX10 — Dynamic Formula + Cost Engine
เมื่อคุณภาพวัตถุดิบเปลี่ยน สูตรต้องปรับได้ และต้นทุนต้องคำนวณตามได้ด้วย

หากโรงงานของคุณต้องปรับสูตรตามคุณภาพวัตถุดิบหลัก มาคุยกับเราได้ที่ KM X TEN ครับ

อ่านเพิ่มเติมแนวคิดการคำนวณปริมาณส่วนประกอบตามความเข้มข้น: Batch balancing — Microsoft Learn แหล่งอ้างอิงนี้อธิบายแนวคิดทั่วไป ส่วน Dynamic Formula และ Cost Engine ที่กล่าวถึงในบทความเป็นระบบของ KMX10

No comments:

Post a Comment

Dynamic Formula + Cost Engine: เมื่อวัตถุดิบเปลี่ยน สูตรและต้นทุนต้องเปลี่ยนตาม

สูตรเดิม ปริมาณผลิตเท่าเดิม แต่คุณภาพวัตถุดิบไม่เท่าเดิม เราควรใช้ของเท่าเดิมหรือเปล่า? คนทำโรงงานน่าจะคุ้นกับเรื่องนี้ครับ วัตถุดิบชื่อเ...